หัวใจขาดเลือด - หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

  •  26 ส.ค. 69

หัวใจขาดเลือด - หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

โรคหัวใจขาดเลือดและภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญของคนไทย โดยมักเกิดจากการตีบแคบหรืออุดตันของหลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเสียชีวิตกะทันหันได้

โรคหัวใจขาดเลือดคืออะไร?

โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease) คือ ภาวะที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากหลอดเลือดหัวใจเกิดการตีบแคบหรืออุดตัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงาน หากหลอดเลือดอุดตันอย่างสมบูรณ์ อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือหัวใจวาย (Heart Attack) ได้

สาเหตุของหลอดเลือดหัวใจตีบ

หลอดเลือดหัวใจตีบไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล แคลเซียม และเซลล์อักเสบบริเวณผนังหลอดเลือด เกิดเป็น "คราบตะกรัน" (Plaque) ที่ค่อย ๆ หนาตัวขึ้น ทำให้ช่องทางการไหลเวียนของเลือดแคบลงเรื่อย ๆ 

เมื่อคราบตะกรันเกิดการปริแตก ร่างกายจะสร้างลิ่มเลือดเข้ามาปิดรอยแตก ส่งผลให้หลอดเลือดอุดตันอย่างเฉียบพลัน เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ จนเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายเฉียบพลัน

โรคหัวใจขาดเลือด หรือ หลอดเลือดหัวใจตีบมีปัจจัย 2 ประเภท ดังนี้


ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

อายุที่เพิ่มมากขึ้น

เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าหญิง

พันธุกรรมหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย

ปัจจัยที่ควบคุมได้

1. ความดันโลหิตสูง

เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดสมองและหัวใจเกิดความเสียหาย

หากปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และไตวายเรื้อรัง

สามารถควบคุมได้ด้วยการลดอาหารเค็ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง

2. โรคเบาหวาน

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงต่อเนื่องส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพและตีบแคบเร็วขึ้น

เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตเสื่อม และภาวะแทรกซ้อนทางสายตา

การควบคุมอาหาร ลดการบริโภคน้ำตาล ออกกำลังกาย และติดตามระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงได้

3. ไขมันในเลือดสูง

โดยเฉพาะระดับ LDL (ไขมันชนิดไม่ดี) ที่สูง จะเกิดการสะสมตามผนังหลอดเลือดจนทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน

ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมองได้ไม่เพียงพอ เพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง

ควรลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และเพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช

4. การสูบบุหรี่

สารพิษในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดข้นขึ้นและเกิดลิ่มเลือดได้ง่าย

เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

การเลิกสูบบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ และฟื้นฟูสุขภาพหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ

5. ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

น้ำหนักตัวที่มากเกินไปสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง

ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเพิ่มภาระต่อระบบไหลเวียนโลหิต

การควบคุมอาหารและรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้

6. ขาดการออกกำลังกาย

การไม่เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเพียงพอส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจ

การออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยควบคุมความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด

ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

7. ความเครียดสะสม

ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น

อาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือรับประทานอาหารมากเกินไป

การจัดการความเครียดด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพได้


สัญญาณเตือนของหัวใจขาดเลือด

ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อหลอดเลือดตีบรุนแรงขึ้น จะเริ่มมีอาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่

เจ็บหรือแน่นหน้าอก คล้ายถูกบีบรัดหรือมีของหนักกดทับ

อาการปวดร้าวไปยังแขนซ้าย ไหล่ คอ กราม หรือแผ่นหลัง

หายใจไม่อิ่ม เหนื่อยง่าย

เหงื่อออกมาก ตัวเย็น หน้าซีด

ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน

หน้ามืด วิงเวียน หรือหมดสติ

โดยเฉพาะอาการเจ็บหน้าอกที่นานเกิน 20 นาที หรือเกิดขึ้นแม้ขณะพัก ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น อันตรายกว่าที่คิด

หัวใจมีหลอดเลือดโคโรนารีหลัก 3 เส้น ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หากเกิดการตีบในหลอดเลือดทั้ง 3 เส้นพร้อมกัน หัวใจจะมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดเลือดอย่างรุนแรง เพราะไม่มีหลอดเลือดสำรองมาชดเชยการไหลเวียนเลือดได้ เมื่อเกิดการอุดตันเฉียบพลัน อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตกะทันหันได้

การวินิจฉัยโรค

แพทย์จะประเมินจากอาการร่วมกับการตรวจต่าง ๆ เช่น

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG)

ตรวจเลือดหาเอนไซม์หรือโปรตีนที่บ่งชี้ความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ

การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography)

การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพาน

การตรวจ CT Calcium Score เพื่อประเมินหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ


แนวทางการรักษา

การรักษามีเป้าหมายสำคัญคือฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจให้เร็วที่สุด เนื่องจากทุกนาทีที่หัวใจขาดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจะเสียหายเพิ่มขึ้น

แนวทางการรักษา ได้แก่

1. การรักษาด้วยยา

ยาต้านเกล็ดเลือด

ยาละลายลิ่มเลือด

ยาควบคุมความดัน ไขมัน และอัตราการเต้นของหัวใจ

2. การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (PCI)

เป็นมาตรฐานการรักษาที่นิยมในปัจจุบัน เพื่อเปิดทางเดินเลือดและลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ

3. การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass Surgery)

เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดตีบหลายตำแหน่งหรือมีความซับซ้อนจนไม่สามารถรักษาด้วยการใส่ขดลวดได้

วิธีป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด

การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โดยควรปฏิบัติดังนี้

✅ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

✅ ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด

✅ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หวานจัด และเค็มจัด

✅ ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

✅ งดสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์

✅ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

✅ ลดความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

สรุป

โรคหัวใจขาดเลือดและภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากใส่ใจสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ อาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ หรือปวดร้าวไปแขนซ้าย ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาทองสามารถช่วยรักษาชีวิต ลดความพิการ และเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกครั้ง

แหล่งอ้างอิง

The Bangkok Insight: ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น เสี่ยงสูงเสียชีวิตเฉียบพลัน

โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์: รู้อาการ รักษาทัน ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ: โรคหัวใจขาดเลือด รู้ลึกถึงสาเหตุ และอาการเตือน พร้อมวิธีรักษา

ศูนย์บริการสาธารณสุข 14 แก้ว สีบุญเรือง: โรคหัวใจขาดเลือด