ผักเคล คืออะไร? ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการที่คุณต้องรู้

  •  23 มี.ค. 69

ถ้าพูดถึงซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก หนึ่งในชื่อที่ต้องพูดถึงคือ "ผักเคล" หรือ Kale ผักใบเขียวเข้มที่ดูเผินๆ อาจธรรมดา แต่แฝงไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการมหาศาล บทความนี้จะพาคุณรู้จักผักเคลอย่างครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ผักเคลคืออะไร สารอาหารและประโยชน์ต่อสุขภาพมีอะไรบ้าง วิธีปลูกและดูแลรักษา ไปจนถึงวิธีกิน ควรจับคู่กับอะไร และมีข้อควรระวังอะไรที่ต้องรู้


ผักเคล (Kale) คืออะไร?

ผักเคล (Kale) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleracea var. sabellica อยู่ในตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี บรอกโคลี และกะหล่ำดอก มีถิ่นกำเนิดในแถบยุโรปและเอเชียกลาง ถูกนำมาปลูกและรับประทานมากว่า 2,000 ปีแล้ว ลักษณะเด่นคือใบขนาดใหญ่ สีเขียวเข้มหรือเขียวอมม่วง ใบย่นหรือหยัก มีก้านเหนียว รสชาติค่อนข้างขมเล็กน้อย แต่เมื่อปรุงอย่างถูกวิธีจะได้รสชาติที่อร่อยและกลมกล่อม

ปัจจุบันผักเคลได้รับการยกย่องจากนักโภชนาการทั่วโลกให้เป็น "ราชาแห่งผักใบเขียว" (King of Greens) เนื่องจากมีสารอาหารหนาแน่นกว่าผักส่วนใหญ่ แต่ให้แคลอรีต่ำมาก จึงเหมาะกับทุกคนที่ต้องการดูแลสุขภาพ



ผักเคลมีกี่สายพันธุ์? และสายพันธุ์ที่นิยมรับประทาน

ผักเคลมีสายพันธุ์หลักอยู่มากกว่า 10 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่ละสายพันธุ์มีรูปร่างใบ สีสัน รสชาติ และการนำไปใช้ในครัวที่แตกต่างกัน สายพันธุ์ที่นิยมรับประทานและหาได้ทั่วไปมีดังนี้:

1. Curly Kale (ผักเคลใบหยัก) — สายพันธุ์ยอดนิยมทั่วโลก

สายพันธุ์ที่พบเห็นมากที่สุดในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วโลก มีใบสีเขียวสดหรือเขียวเข้ม ขอบใบหยักเป็นคลื่น เนื้อใบหนาและเหนียว รสชาติค่อนข้างขมและมีกลิ่นเขียวจัด นิยมนำมาทำสลัด สมูทตี้ หรืออบเป็น Kale Chips เป็นสายพันธุ์แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นรับประทานผักเคล

2. Lacinato Kale / Dinosaur Kale (ผักเคลไดโนเสาร์) — นิยมในครัวอิตาเลียน

รู้จักในชื่อ Tuscan Kale หรือ Cavolo Nero มีใบยาวแคบ สีเขียวเข้มอมน้ำเงิน ผิวใบย่นคล้ายหนังจระเข้จึงได้ชื่อว่า Dinosaur Kale รสชาติหวานและมันกว่า Curly Kale นิ่มกว่าเมื่อปรุงสุก นิยมใช้ในอาหารอิตาเลียน เช่น ซุปมิเนสโตรเน ริซอตโต และพาสต้า เป็นสายพันธุ์ที่ทนร้อนได้ดีที่สุด เหมาะมากสำหรับปลูกในประเทศไทย

3. Red Russian Kale (ผักเคลแดงรัสเซีย) — รสอ่อนโยนที่สุด

มีใบสีเขียวอมเทาขอบใบเป็นสีม่วงแดง ใบแบนราบและขอบหยักคล้ายใบโอ๊ก เนื้อนิ่มกว่าสายพันธุ์อื่น รสชาติอ่อนนุ่ม หวานเล็กน้อย ขมน้อยที่สุดในบรรดาผักเคลทั้งหมด จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มกินผักเคลและยังไม่ชินกับรสขม นิยมกินดิบเป็นสลัดและใช้ในแซนด์วิช

4. Redbor Kale (ผักเคลม่วง) — สวยงามและคุณค่าสูง

มีใบสีม่วงเข้มถึงม่วงแดง ขอบใบหยักคล้าย Curly Kale ความโดดเด่นคือสีสันสวยงามจากสารแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นดี รสชาติขมปานกลาง นิยมใช้เป็นส่วนผสมในสลัดเพื่อเพิ่มสีสัน หรือตกแต่งจาน มักพบในร้านอาหารสุขภาพและตลาดออร์แกนิค

5. Baby Kale (ผักเคลเบบี้) — นิ่มที่สุด กินง่ายที่สุด

ไม่ใช่สายพันธุ์ต่างหาก แต่คือผักเคลที่เก็บเกี่ยวตั้งแต่ยังอ่อนอยู่ อายุเพียง 25–30 วันหลังงอก ใบเล็กนิ่ม รสชาติอ่อนมากเมื่อเทียบกับผักเคลโตเต็มวัย เหมาะสำหรับกินดิบในสลัดโดยไม่ต้องนวดใบ ราคาสูงกว่าสายพันธุ์ทั่วไปแต่หาซื้อง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ต

6. Ornamental Kale (ผักเคลประดับ) — สวยแต่กินได้

นิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพราะใบมีสีสันหลากหลาย ทั้งขาว ชมพู ม่วง และเขียว แม้จะกินได้แต่รสชาติขมและเหนียวกว่าสายพันธุ์อื่น จึงมักใช้ตกแต่งจานอาหารมากกว่านำมารับประทานจริงจัง พบได้ตามร้านจำหน่ายต้นไม้ประดับทั่วไปในไทย

 สรุป: สายพันธุ์แนะนำสำหรับคนไทย

ผู้เริ่มต้นกิน → Red Russian Kale หรือ Baby Kale (รสอ่อน กินง่าย) | ผู้ปลูกในไทย → Lacinato Kale (ทนร้อนดีที่สุด) | ผู้ชอบทำสมูทตี้/Kale Chips → Curly Kale (หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง)



คุณค่าทางโภชนาการของผักเคล

ผักเคลดิบ 100 กรัม ให้สารอาหารโดยประมาณดังนี้:

  • แคลอรี: เพียง 49 แคลอรี เหมาะสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนัก
  • วิตามิน K: สูงถึง 704% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน (RDI) ช่วยในการแข็งตัวของเลือดและสุขภาพกระดูก
  • วิตามิน A: 206% RDI บำรุงสายตาและระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน C: 134% RDI ต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกัน
  • วิตามิน B6: 9% RDI สนับสนุนระบบประสาทและการสร้างเม็ดเลือด
  • แมงกานีส: 26% RDI สำคัญต่อการทำงานของเอนไซม์
  • แคลเซียม: 9% RDI บำรุงกระดูกและฟัน
  • โพแทสเซียม: 9% RDI ควบคุมความดันโลหิต
  • ใยอาหาร (Fiber): 2 กรัม ช่วยระบบย่อยอาหาร
  • โปรตีน: 4.3 กรัม สูงกว่าผักใบเขียวทั่วไปอย่างมาก


ประโยชน์ของผักเคลต่อสุขภาพ

สารอาหารที่หนาแน่นในผักเคลส่งผลดีต่อร่างกายในหลายด้าน ดังนี้:


1. ต้านอนุมูลอิสระและป้องกันมะเร็ง

ผักเคลอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามิน C ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล ซึ่งช่วยลดความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งและโรคเรื้อรัง นอกจากนี้ยังมีสาร Glucosinolates ที่งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าอาจช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งบางชนิดได้

2. บำรุงหัวใจและหลอดเลือด

ไฟเบอร์ โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระในผักเคลช่วยลด LDL (คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี) เพิ่ม HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดี) และลดความดันโลหิต ส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว

3. บำรุงกระดูกและฟัน

วิตามิน K ในผักเคลมีบทบาทสำคัญในการนำแคลเซียมไปสะสมในกระดูก ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ร่วมกับแคลเซียมและแมกนีเซียมที่เสริมความแข็งแรงของกระดูกได้อีกทางหนึ่ง

4. ดีต่อดวงตา

ลูทีน (Lutein) และซีแซนทิน (Zeaxanthin) ในผักเคลเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สะสมในจอตา ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) และต้อกระจก (Cataracts) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ

5. ช่วยลดน้ำหนักและควบคุมน้ำตาลในเลือด

แคลอรีต่ำแต่ไฟเบอร์และโปรตีนสูงทำให้ผักเคลช่วยให้อิ่มนานโดยไม่เพิ่มน้ำหนัก ไฟเบอร์ยังชะลอการดูดซึมน้ำตาลเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงเร็ว เหมาะสำหรับผู้ลดน้ำหนักหรือผู้ป่วยเบาหวาน

6. เสริมภูมิคุ้มกันและต้านการอักเสบ

วิตามิน C กระตุ้นการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกัน ขณะที่ฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นรากเหง้าของโรคร้ายแรงอย่างเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคข้อเข่าเสื่อม



การปลูกผักเคลที่บ้าน

รู้จักประโยชน์ของผักเคลแล้ว หากอยากปลูกกินเองที่บ้านก็ทำได้ไม่ยาก ผักเคลเป็นผักที่ทนทาน ให้ผลผลิตต่อเนื่อง และเหมาะกับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ที่มีพื้นที่จำกัด


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  • อุณหภูมิ: ชอบอากาศเย็น 15–25°C เจริญเติบโตได้ดีที่สุด ในไทยเหมาะปลูกช่วงฤดูหนาว (ตุลาคม–กุมภาพันธ์) หรือในพื้นที่สูงอย่างเชียงใหม่และเชียงราย
  • แสงแดด: ต้องการแสงอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมงต่อวัน หากปลูกในที่ร้อนควรหาร่มเงาช่วงบ่าย
  • ดิน: ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง ค่า pH ที่เหมาะสมคือ 6.0–7.0
  • น้ำ: ต้องการน้ำสม่ำเสมอ ดินควรชื้นแต่ไม่แฉะ รดน้ำวันละ 1 ครั้งช่วงเช้า



วิธีปลูกทีละขั้นตอน

  • เตรียมดิน: ผสมดินปลูกสำเร็จรูปกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในอัตราส่วน 3:1 ใส่ลงในกระถางหรือแปลงที่เตรียมไว้
  • เพาะเมล็ด: แช่เมล็ดในน้ำอุ่นประมาณ 4–6 ชั่วโมงเพื่อเร่งการงอก แล้วหยอดลึก 1–2 ซม. ระยะห่างประมาณ 30–45 ซม.
  • ย้ายกล้า: หากเพาะในถาด เมื่อต้นกล้าสูง 10–15 ซม. หรือมีใบจริง 3–4 ใบ ให้ย้ายลงแปลงหรือกระถางถาวร
  • ใส่ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง (เช่น สูตร 21-0-0) หรือปุ๋ยน้ำชีวภาพทุก 2–3 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นการออกใบ
  • เก็บเกี่ยว: พร้อมเก็บเมื่ออายุประมาณ 60–80 วัน ให้เก็บใบที่โตจากด้านล่างก่อน เพื่อให้ต้นออกใบใหม่ต่อเนื่อง


 ศัตรูพืชและโรคที่ต้องระวัง

  • หนอนกระทู้และหนอนใย: ศัตรูหลักของผักตระกูลกะหล่ำ ป้องกันด้วยตาข่ายกันแมลงหรือสเปรย์สารสกัดสะเดา
  • เพลี้ยอ่อน: มักเกาะตามยอดอ่อน ใช้น้ำฉีดแรง ๆ หรือสารสกัดพริกไล่ได้
  • โรคใบจุดและราน้ำค้าง: เกิดจากความชื้นสูง หลีกเลี่ยงการรดน้ำที่ใบและเว้นระยะต้นให้อากาศถ่ายเท


 เคล็ดลับสำหรับการปลูกในไทย

  • ภาคกลางและกรุงเทพฯ ควรปลูกช่วงพฤศจิกายน–มกราคม เพื่อหลีกเลี่ยงความร้อนจัด
  • ใช้กระถางลึกอย่างน้อย 30 ซม. เพื่อให้รากเจริญได้ดี และเคลื่อนย้ายหาร่มได้ง่ายในวันที่ร้อน
  • พันธุ์ Lacinato (Dinosaur Kale) ทนร้อนได้ดีกว่าพันธุ์อื่น เหมาะที่สุดสำหรับสภาพอากาศไทย
  • หาซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ตามร้านเมล็ดพันธุ์หรือช้อปออนไลน์อย่าง Lazada และ Shopee


วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษาผักเคล

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ปลูกเอง การเลือกซื้อผักเคลสดและเก็บรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ได้คุณค่าทางโภชนาการสูงสุด:

  • เลือกใบสีเขียวเข้มสด ไม่มีรอยเหลือง จุดดำ หรือใบเหี่ยว
  • ก้านควรแข็งแรงและกรอบ ไม่อ่อนหรือลีบ
  • เก็บในตู้เย็น ห่อผ้าชื้นหรือใส่ถุงเปิดช่องลม อยู่ได้ประมาณ 5–7 วัน
  • ต้องการเก็บนาน: ลวกก่อนแล้วแช่ฟรีซได้นานถึง 6 เดือน โดยยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้มาก
  • ล้างทุกครั้งก่อนกิน โดยแช่น้ำสะอาดและถูเบา ๆ เพื่อกำจัดสารเคมีและสิ่งปนเปื้อน


วิธีกินผักเคลให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อได้ผักเคลสดมาแล้ว สามารถปรุงได้หลายรูปแบบ โดยแต่ละวิธีให้ผลลัพธ์ต่างกัน:

  • สลัดผักเคลดิบ: รักษาวิตามิน C ได้สูงสุด แนะนำให้นวดใบเบา ๆ ก่อนเพื่อให้เนื้อนิ่มและลดความขม
  • ผักเคลนึ่งหรือลวก: ช่วยลดสารต้านโภชนาการ ทำให้ดูดซึมแร่ธาตุได้ดีขึ้น
  • สมูทตี้ผักเคล: ผสมกับผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิล หรือมะม่วง ช่วยลดรสขมและดื่มง่าย
  • ผักเคลอบกรอบ (Kale Chips): ทางเลือกสุขภาพแทนขนมขบเคี้ยว อบที่ 150°C ประมาณ 15–20 นาที
  • ผัดผักเคล: ผัดกับกระเทียมและน้ำมันมะกอก เป็นเมนูง่ายที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ
  • ซุปหรือแกงผักเคล: ใส่ผักเคลช่วงท้ายของการปรุงเพื่อรักษาคุณค่าทางโภชนาการ



ผักเคลควรทานร่วมกับอะไรเพื่อประโยชน์สูงสุด?

นอกจากวิธีปรุงแล้ว การจับคู่กับอาหารบางชนิดยังช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น:

ผักเคล + ไขมันดี (น้ำมันมะกอก, อะโวคาโด, ถั่ว)

วิตามิน A, K และ E ในผักเคลเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat-soluble Vitamins) ร่างกายจึงต้องการไขมันเพื่อดูดซึมวิตามินเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การราดน้ำมันมะกอกหรือใส่อะโวคาโดในสลัดผักเคลจึงไม่ใช่แค่ทำให้อร่อยขึ้น แต่ยังเพิ่มการดูดซึมวิตามินได้หลายเท่าตัวด้วย

ผักเคล + วิตามิน C (มะนาว, ส้ม, พริกหวาน)

ธาตุเหล็กในผักเคลเป็นชนิด Non-heme Iron จากพืช ซึ่งร่างกายดูดซึมได้น้อยกว่าธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ การบีบมะนาวหรือผสมผลไม้ที่มีวิตามิน C สูง เช่น ส้มและพริกหวาน จะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผักเคล + โปรตีน (ไข่, อกไก่, เต้าหู้, ถั่วเลนทิล)

การจับคู่ผักเคลกับแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงจะทำให้มื้ออาหารครบมาโครนิวเทรียนต์ ช่วยให้อิ่มนานและรักษามวลกล้ามเนื้อได้ดี ไม่ว่าจะเป็นไข่ดาวในสลัดผักเคล อกไก่ย่าง หรือเต้าหู้ผัด ล้วนเป็นตัวเลือกที่ลงตัว

ผักเคล + ผลไม้ตระกูลเบอร์รี (บลูเบอร์รี, สตรอว์เบอร์รี)

เบอร์รีอุดมด้วยแอนโทไซยานินที่เสริมฤทธิ์กับสารต้านอนุมูลอิสระในผักเคลได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังช่วยลดความขมในสมูทตี้ ทำให้ดื่มง่ายและอร่อยขึ้น เหมาะมากสำหรับมื้อเช้าหรือหลังออกกำลังกาย

ผักเคล + ธัญพืชไม่ขัดสี (ควินัว, ข้าวกล้อง, โฮลวีต)

การทานผักเคลคู่กับธัญพืชไม่ขัดสีช่วยเพิ่มไฟเบอร์รวมของมื้ออาหาร ชะลอการดูดซึมน้ำตาล และทำให้พลังงานคงที่ตลอดวัน ดีต่อสุขภาพลำไส้และช่วยลดอาการหิวบ่อยในระยะยาว


ผักเคลไม่ควรทานร่วมกับอะไร?

ในทางกลับกัน อาหารและสารบางชนิดอาจลดคุณค่าของผักเคลหรือก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงการกินพร้อมกัน ดังนี้:

  • ชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีแทนนิน

แทนนินจะจับกับธาตุเหล็กในผักเคล ทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้น้อยลงอย่างมาก แนะนำให้เว้นช่วงอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมงก่อนหรือหลังกินผักเคล

  • นมในปริมาณมาก

แคลเซียมในนมแข่งกับธาตุเหล็กในการดูดซึม หากดื่มนมมากพร้อมกับกินผักเคล อาจทำให้ได้ธาตุเหล็กน้อยกว่าที่ควร ในปริมาณปกติยังทานร่วมกันได้

  • ยาละลายลิ่มเลือด (Warfarin/Coumadin)

วิตามิน K สูงในผักเคลต้านฤทธิ์ยา Warfarin โดยตรง ผู้ใช้ยานี้ต้องปรึกษาแพทย์และควบคุมปริมาณผักเคลให้คงที่ทุกวัน

  • อาหารโซเดียมสูง (อาหารแปรรูป, น้ำปลา, ซีอิ๊ว)

โซเดียมสูงจะลบล้างฤทธิ์โพแทสเซียมที่ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้ประโยชน์ด้านสุขภาพหัวใจลดลง

  • อาหารออกซาเลตสูง (ผักโขม, ช็อกโกแลต, ถั่วบางชนิด)

สำหรับผู้มีประวัตินิ่วในไต การทานอาหารออกซาเลตสูงหลายชนิดพร้อมกันอาจเพิ่มภาระให้ไต ควรกระจายมื้ออาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ

  •  แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์ลดประสิทธิภาพตับในการดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุ และเพิ่มการขับสังกะสีและแมกนีเซียมออกทางปัสสาวะ ทำให้คุณค่าจากผักเคลลดลงอย่างมาก


ข้อควรระวังในการกินผักเคล

นอกเหนือจากการจับคู่อาหารแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่ต้องระวังเป็นพิเศษในการกินผักเคล:

  • ผู้มีปัญหาไทรอยด์: สารโกโตรเจน (Goitrogens) ในผักเคลดิบอาจรบกวนการทำงานของต่อมไทรอยด์ในบางราย การปรุงสุกช่วยลดปัญหานี้ได้
  • ไม่ควรกินมากเกินไป: ปริมาณที่เหมาะสมคือประมาณ 1–2 ถ้วยต่อวัน กินมากเกินอาจทำให้ท้องอืดหรือแน่นท้องได้


ผักเคล vs ผักโขม: ต่างกันยังไง?

หลายคนมักสับสนระหว่างผักเคลกับผักโขม ทั้งคู่เป็นซูเปอร์ฟู้ดชั้นเยี่ยมแต่มีจุดต่างที่ควรรู้ ผักเคลมีวิตามิน K แคลเซียม และไฟเบอร์สูงกว่า แต่รสชาติขมและเนื้อเหนียวกว่า ส่วนผักโขมมีธาตุเหล็กและโฟเลตสูงกว่า รสอ่อนกว่า และนิ่มกว่า ทั้งสองชนิดสามารถทานสลับกันได้ตามความชอบ เพราะต่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยกันทั้งคู่


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผักเคล (FAQ)

  • ผักเคลกินดิบได้ไหม?

ได้ แต่แนะนำให้นวดใบก่อนเพื่อให้เนื้อนิ่มและลดความขม การกินดิบจะได้วิตามิน C สูงกว่าการปรุงสุก

  • กินผักเคลทุกวันได้ไหม?

ได้ โดยทั่วไปกินวันละ 1–2 ถ้วยถือว่าเหมาะสม ยกเว้นผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพที่กล่าวไว้ข้างต้น

  • ผักเคลมีรสชาติยังไง?

รสชาติค่อนข้างขม ฝาด และเขียวจัดกว่าผักใบเขียวทั่วไป แต่เมื่อผ่านการปรุงหรือผสมกับส่วนผสมอื่น รสชาติจะอ่อนลงและอร่อยขึ้นมาก

  • ผักเคลหาซื้อได้ที่ไหนในไทย?

หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เช่น Villa Market ตลาดหรือร้านขายสินค้าออร์แกนิค รวมถึงช้อปออนไลน์

  • ปลูกผักเคลในกรุงเทพฯ ได้ไหม?

ได้ แต่ควรปลูกช่วงพฤศจิกายน–มกราคม และเลือกพันธุ์ Lacinato ที่ทนร้อนได้ดีกว่าพันธุ์อื่น ใช้กระถางเพื่อเคลื่อนย้ายหาร่มได้สะดวก


สรุป: ทำไมต้องกินผักเคล?

ผักเคลคือหนึ่งในผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในโลก ทั้งยังปลูกเองได้ง่ายและนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย การรับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง กระดูกพรุน และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงรู้จักเลือกคู่อาหารที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงสิ่งที่รบกวนการดูดซึม ก็จะได้ประโยชน์จากผักเคลอย่างเต็มที่


เริ่มต้นวันนี้เลย! ลองเพิ่มผักเคลเข้าไปในมื้ออาหารประจำวัน แล้วสัมผัสความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพด้วยตัวเอง