โรคงูสวัดเกิดจากอะไร รู้ต้นเหตุ อาการ และวิธีรับมืออย่างถูกต้อง
อาการปวดแสบปวดร้อน เสียวซ่า หรือมีผื่นตุ่มน้ำขึ้นเป็นแนวด้านเดียวของร่างกาย อาจไม่ใช่เพียงอาการระคายเคืองผิวทั่วไป แต่อาจเป็นอาการของคนเป็นงูสวัดที่มักถูกเข้าใจผิดกับโรคอื่นอยู่บ่อยครั้ง
ในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักเกี่ยวกับโรคงูสวัดที่หลายคนอาจไม่เคยรับรู้ โรคงูสวัดเกิดจากอะไร อาการ ปัจจัยเสี่ยง การติดต่อ และแนวทางรับมืออย่างถูกต้อง เพื่อลดโอกาสเกิดอาการรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน
Key Takeaways
- โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อ Varicella Zoster Virus ซึ่งเป็นเชื้ออีสุกอีใสที่แฝงอยู่ในปมประสาทและกลับมากำเริบเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง
- อาการงูสวัดมักเริ่มจากปวดแสบ เสียวซ่า คัน หรือชาตามแนวเส้นประสาท ก่อนเกิดผื่นงูสวัด และตุ่มน้ำเป็นแนวด้านเดียวของร่างกาย
- ควรพบแพทย์และเริ่มยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้น เพื่อช่วยลดความรุนแรง ระยะเวลาของโรค และความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
- วัคซีนป้องกันงูสวัดช่วยลดโอกาสเกิดโรคและอาการปวดเส้นประสาทหลังผื่นหาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
สารบัญ
- ทำความรู้จักกับโรคงูสวัดเกิดจากอะไร?
- ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงเป็นโรคงูสวัด
- อาการของโรคงูสวัดเป็นยังไง มีอาการอะไรบ้าง
- ผื่นของโรคงูสวัดมีลักษณะเป็นแบบไหน
- การรักษาโรคงูสวัด มีวิธีการอย่างไรบ้าง
- ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัดที่ต้องระวัง
- ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคงูสวัด
- วิธีป้องกันโรคงูสวัดและวัคซีนที่ควรรู้
- โรคงูสวัดเกิดจากอะไร เข้าใจโรค ป้องกันได้ ฉีดวัคซีนเลยที่ Paradise Park
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคงูสวัดเกิดจากอะไร
ทำความรู้จักกับโรคงูสวัดเกิดจากอะไร?
โรคงูสวัด คือโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน ร่วมกับผื่นแดงและตุ่มน้ำตามแนวเส้นประสาท โดยโรคงูสวัดเกิดจากอะไรนั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อ Varicella Zoster Virus หรือ VZV ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังอาการอีสุกอีใสหาย เชื้อจะยังแฝงอยู่ในปมประสาทโดยไม่แสดงอาการใด ๆ และสามารถกลับมากำเริบในภายหลังได้แม้ว่าจะรักษาอีสุกอีใสจนหายมานานหลายปีแล้วก็ตาม
ผื่นงูสวัดพบได้บ่อยที่บริเวณหน้าอก หลัง เอว ชายโครง หรือใบหน้า และมักขึ้นเป็นแนวด้านเดียวของร่างกาย ปัจจัยที่กระตุ้นให้เชื้อกลับมาทำงานเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันที่ลดลง เช่น อายุที่มากขึ้น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ โรคเรื้อรังบางชนิด รวมถึงการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายควบคุมเชื้อได้ไม่ดี เชื้อที่แฝงอยู่จึงกลับมาแบ่งตัวและทำให้เกิดอาการของโรคงูสวัดขึ้น
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงเป็นโรคงูสวัด
ผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสยังแฝงอยู่ในปมประสาท แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยเฉพาะกลุ่มต่อไปนี้
- ผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ภูมิคุ้มกันที่ควบคุมเชื้อไวรัสจะลดลงตามวัย ทำให้เชื้อกลับมากำเริบได้ง่ายขึ้น
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
- ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง ผู้รับเคมีบำบัด หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษามะเร็ง
- ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะหรือไขกระดูก เนื่องจากต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันการต่อต้านอวัยวะ
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง และโรคปอด ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่มีความเครียดสูงต่อเนื่อง ความเครียดอาจทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงชั่วคราวและกระตุ้นให้เชื้อไวรัสกลับมาทำงาน
อาการของโรคงูสวัดเป็นยังไง มีอาการอะไรบ้าง

งูสวัดอาการมักเปลี่ยนแปลงตามระยะของโรค โดยอาจเริ่มจากความผิดปกติตามแนวเส้นประสาทก่อนเกิดผื่น จากนั้นจึงพัฒนาเป็นตุ่มน้ำและค่อย ๆ แห้งตกสะเก็ด อาการงูสวัดของแต่ละคนอาจแตกต่างกันตามตำแหน่งที่เกิดโรค อายุ และภาวะภูมิคุ้มกัน
งูสวัดระยะเริ่มมีอาการ (Preeruptive phase)
โรคงูสวัด อาการเริ่มแรกจะเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดผื่น โดยอาการจะเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณที่ผื่นจะขึ้นในภายหลัง อาการอาจเกิดล่วงหน้าหลายวัน และบางครั้งคล้ายอาการของโรคอื่นจนสังเกตได้ยาก
- ปวดแสบ ปวดร้อน หรือปวดเหมือนไฟช็อตตามแนวเส้นประสาท
- รู้สึกคัน เสียวซ่า ชา หรือยิบ ๆ บริเวณผิวหนัง
- ผิวหนังไวต่อการสัมผัส แม้ถูกเสื้อผ้าแตะเบา ๆ ก็อาจรู้สึกเจ็บ
- ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกไม่สบายตัว
- มีไข้เล็กน้อยในบางราย
- ไวต่อแสงในบางราย
งูสวัดระยะออกผื่น (Acute eruption phase)
เป็นช่วงที่อาการของงูสวัดระยะแรกเริ่มพัฒนาเป็นผื่นและตุ่มน้ำตามแนวเส้นประสาท โดยมักเกิดเพียงด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายและไม่ข้ามแนวกึ่งกลางลำตัว ผื่นส่วนใหญ่มักหายภายในประมาณ 2-4 สัปดาห์
- เริ่มมีผื่นแดงหรือตุ่มนูนขนาดเล็ก
- ผื่นพัฒนาเป็นกลุ่มตุ่มน้ำใสบนผิวหนังที่มีรอยแดง
- ตุ่มน้ำอาจเพิ่มจำนวนต่อเนื่องในช่วงประมาณ 3-5 วันแรก
- มีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน หรือเจ็บตามบริเวณที่เกิดผื่น
- ผื่นมักเรียงเป็นแนวหรือเป็นแถบตามเส้นประสาท
- ตุ่มงูสวัดแตก แห้ง และตกสะเก็ดภายในประมาณ 10-15 วัน
- อาจมีไข้ ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย
งูสวัดระยะฟื้นหายจากโรค (Chronic phase)
เป็นช่วงหลังตุ่มน้ำแห้งและผื่นเริ่มหาย อาการปวดมักค่อย ๆ ลดลง แต่บางรายอาจมีความผิดปกติของเส้นประสาทหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอาการรุนแรง อาจต้องเผชิญกับอาการปวดเป็นเวลาหลายปี
- สะเก็ดหลุดและผิวหนังบริเวณผื่นค่อย ๆ ฟื้นตัว
- อาจมีรอยแดง รอยคล้ำ หรือผิวหนังไวต่อการสัมผัสชั่วคราว
- มีอาการคัน ชา หรือเสียวซ่าหลงเหลือหลังผื่นหาย
- ปวดแสบ ปวดจี๊ด หรือปวดคล้ายไฟช็อตเป็นระยะ
- เจ็บจากการสัมผัสเบา ๆ เช่น เสื้อผ้าสัมผัสผิว
- บางรายเกิดอาการปวดเส้นประสาทหลังงูสวัด หรือ Postherpetic Neuralgia ซึ่งอาการอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนหลังผื่นหาย
ผื่นของโรคงูสวัดมีลักษณะเป็นแบบไหน
ผื่นงูสวัดมักขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาทเพียงด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย และมักมีอาการเหล่านี้ตามมาด้วย
- เริ่มจากผื่นแดง ก่อนพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม
- ผื่นเรียงตัวเป็นแนวหรือเป็นแถบตามเส้นประสาท และเป็นเพียงด้านเดียว ไม่ข้ามแนวกึ่งกลางลำตัว
- พบบ่อยบริเวณหน้าอก หลัง เอว ชายโครง และใบหน้า
- ตุ่มน้ำจะค่อย ๆ แห้งและตกสะเก็ดภายใน 1-2 สัปดาห์
กรณีเกิดงูสวัดที่หน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา อาจกระทบต่อการมองเห็นหรือเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอันตราย ดังนั้นหากมีอาการงูสวัดขึ้นหน้า ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
การรักษาโรคงูสวัด มีวิธีการอย่างไรบ้าง

การรักษาโรคงูสวัดควรเริ่มจากการเข้ารับการประเมินและใช้ยาต้านไวรัสให้เร็ว โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น เพราะเป็นช่วงที่ยามีประสิทธิภาพในการช่วยลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อ ลดโอกาสเกิดผื่นใหม่ และช่วยบรรเทาความรุนแรงของอาการปวด
แนวทางการรักษาโรคงูสวัด มีดังนี้
- ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Valacyclovir หรือ Famciclovir โดยแพทย์จะพิจารณาชนิดยาและขนาดยาตามสุขภาพของผู้ป่วย
- ยาแก้ปวด อาจใช้ยาบรรเทาปวดทั่วไป หรือยาสำหรับอาการปวดเส้นประสาทในรายที่ปวดมาก
- การดูแลแผล ควรรักษาผื่นให้สะอาดและแห้ง สวมเสื้อผ้าหลวม ประคบเย็น และหลีกเลี่ยงการเกาหรือใช้วัสดุปิดแผลที่ติดผิว
- การรักษาภาวะแทรกซ้อน หากผื่นติดเชื้อ มีอาการปวดเรื้อรัง หรือเกิดบริเวณดวงตา อาจต้องใช้ยาเพิ่มเติมและได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง
คำเตือนสำคัญ: หากสงสัยว่าเป็นงูสวัด ควรรีบพบแพทย์และเริ่มรับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังผื่นขึ้น เพื่อยับยั้งการกระจายตัวของเชื้อ และลดโอกาสเกิดภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรังยาวนานเป็นปี
ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัดที่ต้องระวัง
แม้ผื่นของโรคงูสวัดจะค่อย ๆ หายได้ แต่บางรายอาจมีอาการผิดปกติหลงเหลือหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
- อาการปวดเส้นประสาทหลังงูสวัด ปวดแสบ ปวดจี๊ด หรือไวต่อการสัมผัสต่อเนื่องแม้ผื่นหายแล้ว และอาการอาจคงอยู่นานหลายเดือน
- ภาวะแทรกซ้อนที่ดวงตา ผื่นบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตาอาจทำให้ตาอักเสบ กระจกตาเสียหาย และส่งผลต่อการมองเห็น
- ความผิดปกติของเส้นประสาท อาจเกิดใบหน้าอ่อนแรง ปัญหาการได้ยิน หรือการทรงตัว
- การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง มักเกิดจากแผลไม่สะอาดหรือการแกะเกา ทำให้แผลหายช้าและเกิดรอยแผลเป็น
- ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้น้อย เช่น สมองอักเสบหรือปอดอักเสบ ซึ่งพบได้มากขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคงูสวัด
การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมช่วยลดการระคายเคือง ป้องกันแผลติดเชื้อ และช่วยให้อาการของโรคงูสวัดฟื้นตัวได้ดีขึ้น
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งให้ครบและตรงเวลา
- รักษาผื่นให้สะอาดและแห้ง ไม่แกะหรือเกาตุ่มน้ำ
- สวมเสื้อผ้าหลวม ลดการเสียดสีกับบริเวณผื่น
- ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด แสบ และคัน
- พักผ่อนให้เพียงพอและลดความเครียด
- ล้างมือให้บ่อย และหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ปิดแผลให้มิดชิดเมื่อต้องอยู่ใกล้หญิงตั้งครรภ์ ทารก หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
วิธีป้องกันโรคงูสวัดและวัคซีนที่ควรรู้

โรคงูสวัดสามารถป้องกันได้ แม้ว่าจะเคยเป็นอีสุกอีใสแล้วก็ตาม โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางป้องกันดังนี้
- รับวัคซีนป้องกันงูสวัด วัคซีนป้องกันงูสวัด เป็นวัคซีนชนิด Recombinant โดยทั่วไปฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 2-6 เดือน โดยผู้ที่ควรฉีดวัคซีน ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
- ดูแลสุขภาพให้สมดุล พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และควบคุมโรคประจำตัว เพื่อสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นงูสวัด ควรเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส
โรคงูสวัดเกิดจากอะไร เข้าใจโรค ป้องกันได้ ฉีดวัคซีนเลยที่ Paradise Park
เข้าใจกันไปแล้วว่าโรคงูสวัดเกิดจากอะไร ก็ไม่ควรละเลยกับอาการที่เกิดขึ้น หากมีอาการปวดแสบปวดร้อน เสียวซ่า หรือคันตามผิวหนัง ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงอย่างอายุหรือภูมิคุ้มกันต่ำ แนะนำให้พบแพทย์และเริ่มยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงหลังผื่นขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ขณะที่การพักผ่อน ดูแลแผล และรับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน
PARADISE PARK ศูนย์การค้าย่านศรีนครินทร์ ให้ความสำคัญกับ Health & Wellness ภายใต้แนวคิด “LIVING IN HARMONY ใส่ใจการใช้ชีวิต กินดี อยู่ดี สุขภาพดี” พร้อมยกระดับการดูแลสุขภาพให้เข้าถึงได้สะดวกผ่านคลินิกพรีเมียม รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ @พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 ซึ่งให้บริการตรวจรักษาโดยทีมแพทย์ ครอบคลุมทั้งคลินิกเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงบริการวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด ที่สามารถเข้ารับคำปรึกษา ประเมินความเสี่ยง และวางแผนฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ได้ในที่เดียว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคงูสวัดเกิดจากอะไร
ทำไมเคยเป็นอีสุกอีใสแล้วยังเป็นงูสวัดได้อีก?
หลังอีสุกอีใสหาย เชื้อ Varicella Zoster Virus จะยังแฝงอยู่ในปมประสาท เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง เชื้อจึงอาจกลับมาทำงานและทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ในภายหลัง
งูสวัดติดต่อได้ไหม?
โรคงูสวัดจะไม่แพร่จากคนหนึ่งไปเป็นงูสวัดในอีกคน แต่เชื้อจากตุ่มน้ำอาจทำให้ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันติดอีสุกอีใสได้ โดยมีโอกาสแพร่เชื้อจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งตกสะเก็ด
งูสวัดพันรอบตัวแล้วตาย จริงหรือไม่?
ไม่จริง โดยทั่วไป ผื่นงูสวัดมักขึ้นเพียงด้านเดียวและไม่ข้ามแนวกึ่งกลางลำตัว ส่วนผื่นที่กระจายหลายบริเวณพบได้น้อยและควรได้รับการตรวจโดยเร็ว โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
เป็นงูสวัดห้ามกินอะไรบ้าง?
ไม่มีอาหารที่ห้ามทานเป็นพิเศษ ควรรับประทานอาหารครบหมู่ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้หรือขัดกับข้อจำกัดจากโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่
เป็นงูสวัด อาบน้ำหรือใช้สบู่บริเวณตุ่มน้ำได้ไหม?
สำหรับคนที่เป็นงูสวัดสามารถอาบน้ำได้ตามปกติ และล้างบริเวณตุ่มน้ำเบา ๆ ด้วยสบู่อ่อนหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีน้ำหอม หลังอาบน้ำควรซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด และหลีกเลี่ยงการขัด ถู หรือแกะตุ่มน้ำ
คนเป็นงูสวัดต้องแยกห้องนอนหรือของใช้จากเด็กและผู้สูงอายุไหม?
ไม่จำเป็นต้องแยกห้องทุกกรณี แต่ควรปิดผื่น แยกผ้าเช็ดตัวและเครื่องนอน พร้อมหลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำโดยตรง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
เคยเป็นงูสวัดแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนอีกไหม และควรฉีดเมื่อไร?
แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์เรื่องการฉีดวัคซีน เพราะงูสวัดสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยทั่วไปสามารถฉีดได้หลังผื่นหายและอาการระยะเฉียบพลันสงบแล้ว แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันในแต่ละคน
อยากฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่ Paradise Park มีจุดให้บริการหรือคลินิกไหนแนะนำไหม?
สามารถเข้ารับคำปรึกษาและบริการวัคซีนป้องกันงูสวัดได้ที่คลินิกพรีเมียม รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ @พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3
หากกำลังมองหาว่าตรวจสุขภาพที่ไหนดี หรืออยากปรึกษาเรื่องวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด สามารถเข้ารับคำแนะนำและบริการได้ที่คลินิกพรีเมียม รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ ชั้น 3 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดบริการด้านสุขภาพที่เดินทางสะดวก และตอบโจทย์คนที่อยากดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในชีวิตประจำวัน
มีอาการสงสัยว่าเป็นงูสวัด สามารถหาซื้อยาบรรเทาอาการที่ Paradise Park ชั้นไหนได้บ้าง?
หากมีอาการคัน แสบ หรือเริ่มสงสัยว่าอาจเป็นงูสวัด สามารถขอคำแนะนำเบื้องต้นจากเภสัชกรได้ที่ Pharmax ชั้น G และชั้น 3 HealthyMax ชั้น G แต่หากมีผื่น ปวดแสบปวดร้อน หรืออาการชัดเจนมากขึ้น ควรพบแพทย์ที่รามาธิบดี เฮลธ์ สเปซ ชั้น 3 เพื่อประเมินอาการและพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก